สำนักพิมพ์ ฮักแต้แต้

รายการหนังสือ วิธีการสั่งซื้อ หนังสือออกใหม่ รับสมัครนักเขียน-นักแปลอิสระ ร่วมงานกับเรา ติดต่อเรา


ปฏิบัติการลับสุดยอดสาวโสด ฉันจะต้องแต่งงานให้ได้ก่อน 40






ปฏิบัติการลับสุดยอดสาวโสด ฉันจะต้องแต่งงานให้ได้ก่อน 40!! 


First Catch Your Husband: Adventures on the Dating Front Line 




ผู้เขียน: Sarah Bridge

แปลโดย: ภัทรานุช กิจเจริญ

เรียบเรียงโดย: คุณบี–แม่สื่อ/ผู้ฝึกสอนการออกเดทชื่อดัง



บริษัท แบงคอก แมทชิ่ง จำกัด
บริษัทจัดหาคู่เพื่อการแต่งงาน สำหรับคนโสดคุณภาพ

www.BangkokMatching.com
Tel: 083-687-9343


รายได้ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้จะถูกนำไปใช้จ่ายในโครงการ 
“Make a Wish” Project โครงการหาคู่ฟรีให้คนพิการของเรา





เกริ่นนำ


บันทึกเรื่องราวสนุก ตื่นเต้น ปนหวาดเสียว ผสมอีโรติก เศร้าปนหวาน หวานปนเศร้าของสาวโสดทำงานออฟฟิศ เก่ง มั่น ทันสมัย 

อายุ 38 ปีในลอนดอน ที่รู้ตัวดีว่าเวลามดลูกของเธอใกล้จะหมดเวลาผลิตลูกแล้ว 

เธอยังไม่อยากรับลูกบุญธรรมมาเลี้ยง 

เธอยังไม่อยากรับบริจาคสเปิร์มของชายสักคนมาทำลูกให้

เธอเก่ง เธอมั่น เธอมีเงิน มีเพื่อนมากมาย เธอประสบความสำเร็จในทุกด้าน

เธอต้องการมีลูกของเธอเองจริงๆ ที่มากับผู้ชายตัวจริงของเธอที่รักเธอ และ เธอก็รักเขาสุดหัวใจ

เธอจึงตั้งใจสละเวลาต่อจากนี้ไป เพื่อปฏิบัติการลับสุดยอดที่สำคัญที่สุดสำหรับชีวิตเธอ

ฉันจะต้องแต่งงานให้ได้ก่อน 40!!

มาตามอ่านบันทึกปฏิบัติการลับ หารักของสาวโสด เก่ง มั่น ทันสมัย วัย 38 คนนี้กันค่ะ มันลุ้นมาก

เรื่องเล่าจากชีวิตจริงของสาวเก่ง ทันสมัย ประสบความสำเร็จในลอนดอนวัย 38 ปี เธอมัวแต่ทำงาน ใช้ชีวิตอย่างเพลิดเพลิน จนมาถึงวันหนึ่ง เมื่อเธอรู้สึกตัวอีกทีก็อายุ 38 แล้ว โดยไร้ชายข้างกาย เธอมีทุกสิ่งอย่าง เธอพร้อมที่จะสร้างครอบครัวกับชายนิสัยน่ารักสักคน และรีบมีลูกโดยทันที เพราะเธอรู้ดีว่า เวลาของมดลูกเธอมีจำกัด เธอจึงได้เริ่มปฏิบัติการลับสุดยอดสาวโสด ฉันจะต้องแต่งงานให้ได้ก่อน 40!! เธอทำวิถีทางที่เพื่อนๆหรือใครก็ตามแนะนำ เธอกูเกิ้ลวิธีเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ต เธอไปๆๆๆๆ ร่วมกิจกรรมทุกอย่างที่ลอนดอนมี ไม่ว่าจะเป็นสปีดเดทติ้ง ดินเนอร์เดท แชทหาคู่ออนไลน์ ไปออกงานสังคม ไปทริปคนโสด ไปใช้บริการจัดหาคู่   

หากคุณชอบอ่านหนังสือแนว Kinsella หรือ Bridget Jones ที่แสนโด่งดัง คุณจะวางหนังสือจากชีวิตจริงเรื่องนี้ของ Sarah Bridge ไม่ลงอย่างแน่นอน

 

3

เมื่อเพื่อนยื่นมือเข้ามาช่วย


ฉันไม่เคยต้องไล่ล่าตามหาผู้ชาย โอเค ฉันเคยแอบหลงรักผู้ชายบ่อยๆ เฟลิ๊ตเล่นๆกับพวกเขา อาจจะด้วยการชวนเขาไปหาอะไรดื่ม หรือพยายามหาเรื่องพูดคุยกับพวกเขาในงานปาร์ตี้ แต่ฉันไม่เคยออกเดทแบบเป็นงานเป็นการเลย

สาวอังกฤษก็เป็นอย่างนี้ เราแทบไม่เคยได้ออกเดทเป็นเรื่องเป็นราว เหมือนมีกฎอะไรสักอย่างที่บังคับให้ฉันและเพื่อนสาวทุกคนในประเทศนี้ต้องออกไปดื่มจนเมามาย และลงเอยด้วยการนัวเนีย หรือหลับนอนกับผู้ชายสักคน และเมื่อคุณผ่านจุดนั้นไปแล้ว ก็กลายเป็นว่าคุณและเขาได้ทำความรู้จักกันไปเองอย่างไม่รู้ตัว 

ขั้นต่อไป คุณและเขาก็จะมีอะไรกันต่อไปเรื่อยๆ มีการเริ่มออกไปเที่ยวกันสองคนโดยไม่มีโขยงเพื่อนตามไปด้วย ต่อจากนั้น คุณก็จะย้ายเข้ามาอยู่ด้วยกัน ไม่นานก็วางแผนแต่งงานและมีลูก หรือถ้าโชคร้ายแบบฉัน คุณก็จะค้นพบความไม่เข้ากันบางอย่างขึ้นมาเสียเฉยๆ หรือไม่ก็หมดรักกันไปเองโดยไม่รู้ตัว แล้วก็ต้องแยกย้ายกันไปในที่สุด 

ที่นิวยอร์ค อะไรๆ จะต่างกว่านี้นิดหน่อย แม้ว่าพวกเขาจะมีหลักการ ‘เมาแล้วมีเซ็กส์’ เหมือนกันกับที่อังกฤษ แต่พวกเขาก็จะมีการเดทเป็นเรื่องเป็นราวด้วย เช่นนัดเจอกันที่ร้านกาแฟ หรืออาร์ต  แกเลอรี่ตอนสิบโมงเช้า แต่สำหรับฉัน อย่าว่าแต่ออกไปเจอกันตอนเช้าเลย แค่จะนัดเดทกันโดยไม่มีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ร่วมด้วย ฉันยังงงเลยว่าจะเป็นไปได้อย่างไร แต่ตอนนี้มันกลายเป็นเรื่องจำเป็นที่สุดสำหรับฉันที่จะออกไปข้างนอก เพื่อไปตกหลุมรัก และเป็นที่รักของผู้ชายดีๆสักคนให้เร็วที่สุด แม้ว่าฉันจะหลงรักวิลเป็นเวลาถึงสองปี แต่ระหว่างนั้นฉันก็ยังมีความสัมพันธ์ชั่วครั้งชั่วคราว และเปิดรับหนุ่มๆที่เข้ามาทำความรู้จักบ้าง เพียงแต่เรื่องของวิลทำให้ฉันสูญเสียความมั่นใจบางอย่างไปอย่างแรง

ได้เวลาที่ฉันจะต้องกู้ความมั่นใจกลับมา แต่จะเริ่มยังไงนี่สิ 

คืนนั้น ระหว่างทางกลับบ้าน ฉันเขียนชื่อคนมีคู่ทุกคนที่ฉันรู้จัก ตั้งแต่เพื่อนสนิท สมาชิกในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน เพื่อนเก่าที่นานๆเจอที ไปจนถึงเพื่อนของเพื่อนที่ฉันเคยได้พบ 

ท้ายที่สุด ฉันก็ได้รายชื่อยาวเป็นหางว่าว และ 99% ของพวกเขาพบคู่ชีวิตผ่านสามช่องทางต่อไปนี้ ที่ทำงาน เพื่อนของเพื่อน ที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ถ้าคุณไม่ได้พบคู่จากสามช่องทางที่กล่าวมา ก็ดูเหมือนว่าโอกาสที่คุณจะลงจากคาน ดูจะน้อยนิดนัก

ไม่ยุติธรรมเลย ฉันก็เจอแฟนเก่าแต่ละคนของฉันผ่านทางช่องทางพวกนี้แหล่ะ แต่มันก็ไม่เวิร์คเลยสักคน สมัยเรียนฉันก็มองหาผู้ชายดีๆ จนตาแทบหลุด พอมาทำงาน บรรดาผู้ชายที่ทำงานก็ล้วนแล้วแต่แต่งงานแล้ว ยกเว้นผู้ชายที่ฉันตกหลุมรักหัวปักหัวปำ ที่กำลังจะเป็นเจ้าบ่าวในไม่ช้านี้ แถมตอนนี้บรรดาเพื่อนๆที่แต่งงานแล้วของฉันทุกคน ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวว่า ไม่รู้จักหนุ่มโสดสักคน ดังนั้นฉันคงต้องหาช่องทางใหม่ๆด้วยตัวเองเสียแล้ว 

ฉันเริ่มสำรวจความเห็นจากเพื่อนๆ โดยการแย็บถามเนียนๆว่า ‘นี่เธอรู้ไหมว่าคนนั้น คนนี้เจอกันได้ยังไง’ ก่อนที่จะทนอ้อมค้อมไม่ไหวจนต้องโพล่งออกไปว่า ‘ฉันต้องหาผู้ชายสักคน เธอรู้ไหมว่าจะหาได้ที่ไหน’

บางครั้งฉันก็รู้สึกสมเพชตัวเองที่ทำตัวเป็นสาวโสดที่พยายามกระเสือกกระสนลงจากคาน อันที่จริงใครๆก็รู้กันทั้งนั้นแหล่ะว่าฉันไม่มีแฟน แล้วฉันก็แฮปปี้ดี แต่การพยายามทำตัวให้เลิกโสดเนี่ย เป็นความรู้สึกที่ฉันไม่เคยประสบพบเจอมาก่อนเลย และบอกตรงๆว่ามันก็น่าอายอยู่เหมือนกัน มันเหมือนฉันกำลังตะโกนบอกใครต่อใครว่า ‘หาผู้ชายให้ฉันคนสิ! คนไหนก็ได้!’ น่าสมเพชไหมละ แต่ฉันไม่มีทางเลือก นอกจากบอกเพื่อนๆไปอย่างนั้น ใช่ ก็ฉันอยากมีแฟน จบนะ

เพื่อนสนิทส่วนมากของฉันเป็นผู้ชาย เราขลุกอยู่ด้วยกันในช่วงอายุยี่สิบกว่าๆ เมาแอ๋อยู่ที่ผับ และนั่งมองชีวิตรักคบๆเลิกๆของกันและกันมาตลอด แล้วอยู่ดีๆ พวกเขาก็แต่งงานไปกันหมดโดยที่ฉันไม่ทันรู้ตัว อลันมีลูกสามคนและย้ายไปอยู่ที่กิลด์ฟอร์ด แจ๊คมีลูกสองคนอาศัยอยู่ที่ดอร์คคิง ไคลฟ์มีลูกสองและย้ายไปอยู่ที่เสตร็ทแธมฮ์ แอชมีลูกสองคนอยู่ที่เพกซ์แฮม แม็กซ์ลูกสองอยู่ที่ทวิกเกนแฮม 

พวกเรายังนัดเจอกันอยู่บ่อยๆ แต่เดี๋ยวนี้จะนัดทีต้องวางแผนล่วงหน้ากันนานมาก และส่วนมากพวกเขาจะมีวลีอย่าง ‘ขอปรึกษาคุณนายก่อน’ และ ‘ต้องขออนุญาตก่อน’ พวกเขาทั้งหมดไม่ได้ออกเดทมานานเป็นชาติแล้วเหมือนกัน—สองในห้า พบแฟนสมัยเรียนมหาวิทยาลัย อีกสามคนที่เหลือ รู้จักแฟนผ่านทางเพื่อนของเพื่อน—แปลว่า พวกเขาก็ไม่สามารถให้คำปรึกษาฉันในเรื่องหาคู่ได้ดีเท่าไหร่นัก

ที่ฉันปลื้มก็คือ เพื่อนๆ พวกนี้ของฉันไม่เคยพูดว่า ‘มีผู้ชายโสดอีกตั้งเยอะแยะน่า!’ อาจจะเป็นเพราะพวกเขาย้ายไปอยู่ชานเมืองที่เป็นแหล่งรวมตัวของแฟมิลี่แมน พวกเขาก็เลยไม่แน่ใจว่าโลกนี้ยังมีหนุ่มโสดเหลืออยู่บ้างหรือเปล่า แต่พวกเขาก็มีคำแนะนำดีๆให้ฉันเสมอ

‘หาคู่ในเน็ตสิ เว็บไซต์พวก การ์เดียน โซลเมท, แมทช์ดอทคอม ไง ฉันรู้จักคนที่ทำงานคนหนึ่งที่รู้จักแฟนผ่านทางนั้นนะ’

‘ไปสมัครเรียนซ่อมรถสิ แต่ตอนนี้ได้ยินว่า มีแต่ผู้หญิงลงเรียนนะ เพราะกะจะไปหาแฟนกันนี่แหล่ะ’ 

‘ไปงานแต่งงานสิ มีคนหาแฟนได้จากงานแต่งงานเพียบ’

‘จูงหมาเดินเล่นไหม เห็นพวกดาราชอบเจอแฟนตอนจูงหมาเดินเล่นนะ’

‘หาเรื่องชวนผู้ชายคุยที่เซนท์บูรี่สิ ยืนรอแถวๆแผนกผักผลไม้แล้วก็คอยให้คำแนะนำผู้ชายเกี่ยวกับลูกเมล่อนก็ได้’

ฉันก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าคำแนะนำพวกนี้มันใช้ได้จริงบ้างหรือเปล่า แต่ฉันยังไม่มีแพลนไปงานแต่งงานในระยะใกล้นี้ ไม่มีหมาสักตัวให้จูงเดิน และถ้าจะให้ไปเดินตามผู้ชายที่เข็นรถเข็นบรรจุผักผลไม้ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ฉันว่าฉันไปบวชดีกว่า 

แต่หาคู่ผ่านทางเว็บไซต์นี่สิ—ฉันไม่ได้นึกถึงมันมาก่อนเลย บางทีอาจจะถึงเวลาที่ฉันต้องลืมความคิดที่ว่า ‘แหม มันไม่ค่อยโรแมนติกเลยแฮะ’ แล้วเริ่มท่องอินเตอร์เน็ตสักที

แต่ฉันอยากเจอผู้ชายเยอะๆ อย่างรวดเร็วด้วย เผื่อว่าจะมีใครสักคนที่จะช่วยให้ฉันลืมวิลได้บ้าง ฉันต้องการเจอผู้ชายโสดจำนวนมากอย่างด่วนที่สุด 
เพื่อนๆของฉันมองหน้ากันไปมา 

‘ไม่เอาที่แคลปแฮม แกรนด์นะ’ ฉันพูดด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด แคลปแฮม แกรนด์เป็นผับที่การันตีได้ว่าคุณจะต้องถูกจีบอย่างแน่นอน แต่คุณจะเลือกมากไม่ได้นะ และคุณต้องอายุไม่เกินสามสิบด้วย ครั้งสุดท้ายที่ฉันไปที่นั่นฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นยายแก่อายุ 500 ปี

‘ไม่หรอก’ แม็กซ์ปลอบ ‘พวกเรามีคำตอบให้เธอแล้ว ผู้ชายเยอะๆ ในเวลาอันรวดเร็วใช่ไหม’

‘โอ๊ย ไม่นะ’

‘ใช่แล้ว’ เขาบอก ‘สปีดเดทติ้ง คือคำตอบสุดท้าย’

 



เวลาไม่รอท่า


ฉันเดาอยู่แล้วเชียวว่าพวกเพื่อนๆของฉันต้องแนะนำสปีดเดทติ้งแน่ๆ ก็เลยไม่เซอร์ไพรซ์เท่าไหร่นัก จริงๆแล้วแม็กซ์ไม่ใช่คนแรกที่เคยแนะนำกิจกรรมนี้กับฉันหรอก ฉันเคยนั่งดื่มกับใครสักคนและได้เปรยๆเรื่องความยากในการหาผู้ชายดีๆ สักคน 

‘เธอกำลังหาแฟนอยู่เหรอ’ พวกเขาถาม ราวกับว่าการที่ฉัน ผู้ซึ่งเปล่าเปลี่ยวเอกามาเป็นเวลานาน เกิดอยากจะมีแฟนสักคนเป็นเรื่องแปลกประหลาดมากอย่างนั้นแหล่ะ ‘งั้นลองสปีดเดทติ้งดูสิ’ 

พวกเขาแนะนำเรื่องนี้ด้วยโทนเสียงแบบนางฟ้าผู้ใจดีในเรื่องซินเดอเรลล่า ที่กำลังเสกรถฟักทองให้ฉัน 

‘หาสามีอยู่หรือจ๊ะสาวน้อย ถ้าอย่างนั้นลองเวทมนต์บทใหม่ที่ฉันเพิ่งค้นพบดูสิ สปีดเดทติ้งไงล่ะ เดี๋ยวฉันจะโบกไม้กายสิทธิ์เดี๋ยวนี้แหล่ะ…’

ส่วนตัวฉันคิดว่า สปีดเดทติ้งไม่ใช่หนทางที่จะทำให้ฉันพบเจ้าชายในฝันเป็นแน่ แต่ดูเหมือนคนรอบข้างของฉันจะมองต่างไปเสียหมด 

คนเดียวที่คิดเหมือนฉันในเรื่องนี้ก็คือหนึ่งในเพื่อนร่วมงานเขาพูดว่า ‘สปีดเดทติ้งเหรอ มันสุ่มไปหน่อยนะ คิดดูสิ โอกาสมันเหมือนหนึ่งในล้านน่ะ’ เขาหยุดคิดนิดหนึ่งก่อนจะเสริมว่า ‘แต่ว่าเพื่อนผมคนหนึ่งก็ได้แต่งงานกับคนที่เจอในสปีดเดทติ้งนะ’

แหม ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงๆ ฉันให้เขาซื้อลอตเตอรี่ให้ดีกว่า 

เป็นที่แน่นอนว่าเพื่อนรักของฉันทุกคน ไม่มีใครเคยไปร่วมงานกิจกรรมหาคู่แบบนี้เลย เพราะพวกเขาต่างมีแฟน แต่งงาน และไม่มีโอกาสมานั่งคร่ำครวญน่าสมเพชอย่างฉันไงล่ะ พวกเขาแค่เคยได้อ่านเรื่องของ สปีดเดทติ้งตามหน้าหนังสือพิมพ์หรือแมกกาซีน แล้วก็มโนเอาว่าการได้เจอผู้ชายโสดเป็นสิบๆคน ทำความรู้จักกันอย่างรวดเร็วและลึกซึ้งที่สุดเท่าที่จะทำได้ภายในสามนาที และตัดสินใจว่าจะเลือกใครเป็นสามีภายในสามนาทีนั้น มันเป็นกิจกรรมที่น่าจะเวิร์คสุดๆ 

แต่ในโลกของความเป็นจริง มันคือทางลัดไปสู่ความเศร้า เสียเซลฟ์ และการเมาค้างได้เร็วที่สุด 

ฉันเคยมีประสบการณ์สปีดเดทติ้งกับเขาครั้งหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีก่อน ด้วยไอเดียที่ว่า ‘ก็ไม่มีอะไรจะเสียนี่นะ’ (ที่เคยทำให้ฉันสยองมาแล้วกับการเดทหนุ่มสูทสีเขียวกิ้งก่าคนนั้น) ตอนนั้นฉันลากโจ เพื่อนคนหนึ่งของฉันไปสปีดเดทติ้งตามโฆษณาที่เห็นจากหนังสือ ไทม เอาท์ งานนั้นจัดที่บาร์ใต้ดินสุดเก๋หัวมุมถนน เบิร์คเลย์ สแควร์ ใจกลางลอนดอน โดนเสียค่าตั๋วคนละ 20 ปอนด์ไม่รวมเครื่องดื่ม ทั้งๆ ที่ฉันว่าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์น่าจะเป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในงานนั้นเลยนะ

เมื่อเราไปถึง ก็พบกลุ่มผู้หญิงโขยงใหญ่ต่อคิวรอลงทะเบียนเข้างาน โดยแทบไม่มีชายหนุ่มเลย พวกเขาหายไปไหนกันหมดเนี่ย 

ในที่สุดเราก็พบหนุ่มๆ พวกเขาไปออกันอยู่ที่บาร์ เทเครื่องดื่มลงคอเพื่อดับความประหม่า พวกเขาดูตื่นเต้นและประหม่า  ผู้หญิงบางคนเข้าไปคุยกับหนุ่มที่เธอหมายตา อันที่จริงไม่จำเป็นต้องดำเนินกิจกรรมสปีดเดทติ้งก็ได้นะ แค่ทำตามวิถีออกเดทแบบอังกฤษดั้งเดิม 

แต่มันไม่ควรเป็นแบบนั้น จู่ๆก็มีผู้หญิงคนหนึ่งเป่านกหวีดเรียกพวกเราให้หันมาฟัง เธอแจกแจงกำหนดการและกติกาให้พวกเราฟัง เวลาแต่ละช่วงค่อนข้างกระชั้นชิด รอบหนึ่งจะมียี่สิบคู่ คู่หนึ่งจะมีเวลาคุยกันสามนาที ฝ่ายหญิงจะเป็นคนนั่งประจำอยู่ที่โต๊ะ ส่วนฝ่ายชายจะเป็นคนเดินวนไปรอบๆจากโต๊ะหนึ่งสู่โต๊ะหนึ่ง ทุกคนจะมีสติ๊กเกอร์ติดหมายเลขของตัวเองเอาไว้บนอก และจะมีกระดาษและปากกาสำหรับให้คะแนน ในกระดาษจะมีหมายเลขของพวกเราทุกคนยาวเป็นแถวลงไป และเมื่อการทำความรู้จักกันจบลง คุณก็ต้องติ๊กในช่อง yes หรือ no ซึ่งจะอยู่ข้างๆหมายเลขของพวกเรา  ซึ่งนั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณอยากจะเจอคนๆ นั้นอีกหรือไม่ ดังนั้น ทุกคนต้องจำหมายเลขของคนที่คุณถูกใจดีๆ นะ โอเค ทุกคนเข้าใจตรงกันนะ งั้นเริ่มเลย ปรี๊ดดดดดดดด!

ปรากฏว่าจำนวนคนเข้าร่วมกิจกรรมเยอะกว่าที่ฉันคิดเอาไว้—ไม่เข้าใจเลยว่าทำไมถึงมีคนมองว่ากิจกรรมนี้จะได้ผล—จึงมีการแบ่งรอบสปีดเดทติ้งออกเป็นสองรอบ  โจและฉันได้รอบที่สอง เราจึงมีเวลานั่งดื่มที่บาร์ สังเกตการณ์รอบแรกไปพลางๆ ก่อน

ฉันว่ามันเป็นกิจกรรมที่ดูทรมานอยู่ไม่น้อย โต๊ะรอบกายเราเต็มไปด้วยคู่หญิงชาย และมีเรานั่งเป็นป้าสองคนอยู่ที่บาร์ตรงกลาง ด้วยระยะเวลาทำความรู้จักกันคู่ละสามนาที ยี่สิบวินาทีในการเดินเปลี่ยนโต๊ะ กับคู่เดทยี่สิบคู่ แถมยังมีการพักเบรคคั่นอีกต่างหาก สิริรวมแล้วฉันและโจเลยต้องนั่งรอชั่วโมงกว่าๆ เพื่อจะได้ทำความรู้จักกับหนุ่มสักคน และที่บาร์นั่นก็ไม่มีอะไรให้ทำมากไปกว่าการดื่มเหล้า ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เราจะได้คุยกับหนุ่มๆ เราก็เริ่มกึ่มๆพอสมควรแล้ว ที่แย่กว่านั้นก็คือ รอบสองดูเหมือนจะมีแต่สาวๆ ทั้งนั้น แล้วหนุ่มๆที่ฉันควรจะต้องได้ทำความรู้จักอยู่ไหนล่ะยะ 

สุดท้าย ทีมงานก็ได้กลุ่มผู้ชายมาจากบาร์ใกล้ๆ กัน เนื่องจากจำนวนชายหนุ่มเข้าร่วมสปีดเดทติ้งไม่เท่ากับจำนวนฝ่ายหญิง ทีมงานจึงออกไปหาผู้ชายมาเพิ่มจากบาร์ข้างๆ โดยการสัญญาว่าจะเลี้ยงเหล้าฟรีและพวกเขาจะได้เจอกับสาวๆอีกยี่สิบคน ปรากฏว่าหนุ่มที่ได้มาเป็นหนุ่มนักท่องเที่ยวจากอิตาลีไปแล้วห้าคน ดังนั้นเมื่อถึงตาฉัน บทสนทนาระหว่างฉันและคู่เดทจึงเป็นดังต่อไปนี้:

‘สวัสดีค่ะ คุณชื่ออะไรคะ’

‘ผมชื่อจิอานนี่ พูดอังกฤษได้นิดหน่อยเท่านั้นนะครับ’

‘โอ้! คุณมาทำอะไรที่ลอนดอนคะ จิอานนี่’

‘ผมมาพักกับเพื่อนหนึ่งสัปดาห์ มาท่องเที่ยว ผมอยู่ที่โรม ผมพูดอังกฤษได้นิดหน่อยเท่านั้น…’

ใจฉันหนักอึ้งเหมือนหินถ่วง ไม่มีทางเลยที่จะหาสามีได้จากห้องนี้  โจเองก็ไม่ได้ดูแฮปปี้ไปกว่ากัน ช่วงเวลาสามนาทีกับคนที่คุณไม่อยากคุยด้วย มันเหมือนชั่วกัปชั่วกัลป์ เมื่อคุณถามคำถามเบสิค อย่าง ‘ชื่ออะไร อยู่แถวไหน ทำงานอะไร’ จบแล้ว คุณก็ยังเหลือเวลาอีกเพียบ แม้ว่าจะยังมีหัวข้ออื่นๆให้คุย แต่ถ้าเป็นคนที่เราไม่อยากคุยด้วยเสียแล้ว คุณก็จะรู้สึกใบ้รับประทานขึ้นมาทันที

เมื่อสปีดเดทติ้งดำเนินไปได้พักใหญ่ๆ ผู้ชายทุกคนก็มีสภาพแทบจะไม่ต่างกัน ผู้ชายหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเดินมาทิ้งตัวลงนั่งตรงข้ามฉันและพูดว่า 

‘ขอโทษล่วงหน้านะครับ ผมอาจจะเหนื่อยนิดหน่อย’ เขาบอก ‘แต่พวกเขาขอให้ผู้ชายที่เดทไปรอบที่แล้ว วนอีกรอบ เท่ากับว่าคุณเป็นคนที่—‘ เขายกกระดาษรายชื่อขึ้นมานับ ‘—34 ของผมในคืนนี้ ผมเริ่มเบลอแล้วเนี่ย’ เขายิ้มเพลียๆ เห็นได้ชัดว่าตอนนี้เขาอยากกลับไปนอนสุดๆ

สาวคนหนึ่งที่นั่งอยู่โต๊ะตรงข้ามเราถึงกับฟุบลงกับโต๊ะ ดูเหมือนเธอจะดื่มระหว่างนั่งรอเยอะไปหน่อย 

ฉันแอบสังเกตการณ์รอบๆ ห้อง ในตอนแรกๆผู้คนต่างพากันจดโน้ตเล็กๆน้อยๆลงบนแผ่นกระดาษในช่วงระหว่างการเปลี่ยนคู่ โดยไม่ให้คู่ของตัวเองเห็น แต่ถึงตอนนี้ เมื่อสปีดเดทติ้งยังคงดำเนินไปเหมือนไม่มีที่สิ้นสุด พวกเขาเริ่มติ๊กช่อง No อย่างเปิดเผย หรือไม่ก็กากบาททับหมายเลขเลยแบบโล่งโจ้ง บทสนทนาเริ่มเป็นแบบสั้นๆ ผู้ชายจะนั่งลง และทักทาย ‘สวัสดี’  แล้วสาวๆก็ติ๊กช่อง No โดยทันที พร้อมกล่าว ‘ขอโทษนะคะ’ แล้วลุกเดินไปสั่งเครื่องดื่มที่บาร์  บางคนที่มากับเพื่อนๆ ก็ลุกเดินออกมาคุยกันดื้อๆเสียอย่างนั้น

‘ไม่เห็นมีผู้ชายดีๆน่าสนใจเลยสักคน’ สาวคนหนึ่งบ่นกับเพื่อน ‘เซ็งจริง’ 

เพื่อนของเธอซึ่งกำลังคุยกับหนุ่มคนหนึ่งอยู่ ต้องแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน 

ในที่สุดค่ำคืนนั้นก็จบลงท่ามกลางความดีใจของทุกคนที่มาร่วมงาน เครื่องดื่มที่บาร์ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า อาจจะเป็นเพราะพวกเราต้องการลืมเรื่องคืนนี้เสีย และทำเหมือนว่ามันไม่เคยเกิดขึ้น  ฉัน  ติ๊กช่อง yes ไปสามสี่คนตามมารยาท และมีคนติ๊ก yes ให้ฉันเหมือนกัน แต่ฉันก็ไม่ได้ติดต่อใคร แล้วก็ไม่มีใครติดต่อฉันมาเหมือนกัน

‘ฉันจะไม่มางานสปีดเดทติ้งอีกแล้ว’ ฉันให้คำสัญญากับตัวเอง

หลายปีผ่านไป ต้องขอบใจบรรดาเพื่อนๆตัวดี ฉันพบตัวเองเซ็นต์ชื่อเข้าร่วมงานสปีดเดทติ้งอีกครั้ง คราวนี้งานจัดขึ้นที่วานด์เวิร์ธ ไม่ไกลจากย่านที่พักของฉันเท่าไหร่ นั่นแปลว่าอย่างน้อย ฉันก็ไม่ต้องถ่อไปไกลกว่าครึ่งเมือง เรื่องนี้สำคัญมากนะ หากคุณไม่ได้คาดหวังอะไรกับงานนี้  ตลอดเวลาขณะที่ฉันกำลังลงทะเบียนเข้าร่วมงาน ขณะที่กำลังชักชวนเพื่อนสาวอีกคนที่ประสบชะตากรรมเดียวกันให้ไปงานสปีดเดทติ้งด้วยกัน  ขณะที่ฉันกำลังเดินย่ำไปตามถนนเพื่อไปยังบาร์ที่นัดหมาย ในใจฉันเอาแต่เถียงกับตัวเองวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ อย่าง

‘พระเจ้า ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉันจะมางานสปีดเดทติ้งอีก! จำคราวก่อนไม่ได้หรือไง นรกชัดๆ’

‘แต่คราวนี้อาจจะไม่เป็นอย่างนั้นก็ได้ ฉันแค่ตามหาผู้ชายแค่คนเดียว แล้วเมื่อฉันเจอเขาแล้ว ฉันก็จะไม่ต้องทำอะไรแบบนี้อีกแล้ว คิดถึงเรื่องดีๆที่เพื่อนๆเคยเล่าให้ฟังไว้สิ: “คืนนั้นผมเหนื่อยสายตัวแทบขาด ไม่อยากออกจากบ้านเลย แต่เพื่อนบังคับให้ไป เลยได้เจอจูลี่ แล้วเราก็แต่งงานกัน…” นี่ไงล่ะ คืนนี้ฉันอาจจะได้เจอผู้ชายที่แสนดีคนนั้นก็ได้นะ’

‘ฉันใช้เวลากว่าเกือบทั้งหมดของชีวิต ทำในสิ่งที่ไม่ได้อยากจะทำเลย แค่เพราะการพบกันแบบบังเอิญโดยโชคชะตาเกิดขึ้นกับพวกนั้นแค่ครั้งเดียว ไม่ได้แปลว่ามันต้องเกิดขึ้นกับฉันสักหน่อย มันไม่ได้เป็นสูตรสำเร็จรู้บ้างไหม ไอ้เจ้าพวกมีคู่แล้วทำรู้ดีทั้งหลาย ถ้าฉันจะได้เจอใครสักคน ก็ต้องไม่ใช่ที่สปีดเดทติ้งสำหรับคนอายุสามสิบถึงสี่สิบงี่เง่านี่หรอก คนที่ฉันอยากแต่งงานด้วย ไม่มีทางมางานบ้าๆแบบนี้หรอก’
‘แต่เธอต้องไป! ซาร่าห์ เธอเป็นคนสวย น่ารัก ฉลาด คืนนี้ต้องมีผู้ชายในงานชอบเธอสักคน เขาอาจจะโดนเพื่อนลากไป หรืออาจจะเพิ่งเลิกกับแฟน หรืออาจจะเพิ่งย้ายมาที่นี่ก็ได้…’  (อันที่จริงการจินตนาการว่าจะมีผู้ชายดีๆสักคนเข้าร่วมกิจกรรมสปีดเดทติ้งนี่ก็พอช่วยได้นะ)

‘แต่เธอก็รู้ว่ามันไม่จริง คอยดูนะที่งานจะมีผู้ชายแค่สามคน แล้วพวกนั้นก็จะเป็นผู้ชายที่ดูไม่เอาไหนเลยด้วย’

‘อย่าดราม่าไปหน่อยเลย คืนนี้ต้องไม่เหมือนคืนนั้นแน่’

สุดท้าย เสียงในใจที่คอยเชียร์ให้ไปก็เป็นฝ่ายชนะ—นั่นทำให้ฉันพยายามที่จะต้องดูดีที่สุด ทั้งชุดไปงาน ทรงผม เมคอัพ คิ้ว ฟัน คาง ปาก รองเท้า  ซึ่งขอบอกว่าไม่ใช่งานง่ายๆเอาเสียเลย การที่ผู้หญิงอย่างเราๆแต่งตัวจัดเต็ม ใส่ส้นสูงห้านิ้วมางานแบบนี้ได้ โดยไม่เดินล้มหน้าคว่ำกลางทางไปเสียก่อนนี่ถือว่าเก่งมาก ในชีวิตจริง พวกเราถึงงานอย่างสวยสด ทำตัวเบิกบานแจ่มใส พรุ้งพริ้ง ยิ้มแย้ม พร้อมเปิดใจทำความรู้จักกับหนุ่มๆ และสุดท้าย พวกเราก็กลับบ้านพร้อมความรู้สึกที่อยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอด

ฉันไปถึงบาร์ ส่วนเอมม่า เพื่อนสาวผู้เอียนกับการเป็นโสดเต็มทนของตัวเองเหมือนฉัน อยู่ที่นั่นแล้ว เอมม่ากำลังซื้อเครื่องดื่มย้อมใจตัวเอง เธอดูงามงด แต่ใบหน้าบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า ‘ฉันแอบดูผู้ชายทุกคนที่มาที่นี่แล้ว ไม่มีใครดูโอเคสักคน เรากลับบ้านกันเหอะ’

ฉันตัดสินใจทำเป็นไม่รับรู้ ด้วยจิตวิญญาณของการเปิดกว้างสู่ประสบการณ์หลากหลายสอนให้ฉันไม่ตัดสินคนผิวเผินจากจัมพ์เปอร์ที่เขาสวม (จัมพ์เปอร์เนี่ยนะ!) หรือสภาพผม/ผิว/สุขอนามัยของพวกเขา แม้ว่ามันจะดูแย่ปานใด แต่มันไม่ใช่แค่นั้น นอกจากหนุ่มๆที่งานจะไม่มีใครที่มองแล้วดูพอไหวตั้งแต่แวบแรกแล้ว สาวๆที่เป็นออร์แกไนเซอร์จัดงานยังดูไม่เป็นมืออาชีพอีกด้วย ปรากฏว่านี่เป็นงานแรกที่พวกเธอจัด ‘เยี่ยมไปเลย’ ฉันคิดในใจ ‘นี่พวกเธอคิดแค่การหาคนโสดมารวมตัวกันแล้วเก็บเงิน แค่นั้นรึไง’ พระเจ้า งานสปีดเดทติ้งครั้งนี้คงทำให้ฉันกลายเป็นคนช่างจิกกัดมากกว่าเดิมแน่ๆ

เมื่อได้เวลางานเริ่ม ฉันก็รู้ทันทีว่ามันต้องเป็นหายนะอีกคืนแน่ๆ สถานที่จัดงานเล็กจิ๊ดเดียว พวกเราเลยต้องนั่งเบียดเสียดติดๆกัน ดังนั้น พวกเราต่างก็จะได้ยินคนที่นั่งข้างๆสนทนา คู่หนึ่งคุยกันว่า ‘คุณทำอาชีพอะไรคะ’ และ ‘คุณอยู่แถวไหนครับ’ ส่วนอีกคู่หนึ่งก็พูดว่า ‘คุณทำอาชีพอะไรครับ’ และ ‘คุณอยู่แถวไหนคะ’ พร้อมกับพยายามป้อนคำถามฝ่ายตรงข้ามต่อไปเรื่อยๆให้เร็วที่สุด เท่าที่คุณจะสามารถทำความรู้จักคนคนหนึ่งในเวลาสามนาทีได้

และเพราะว่ามีผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ซึ่งเป็นเรื่องปกติอยู่แล้วสำหรับงานประเภทนี้ ผู้หญิงที่ไม่มีคู่คุยด้วยจึงต้องนั่งรอ และทำได้เพียงแต่นั่งมองคู่อื่นๆซึ่งอยู่ห่างออกไปเพียงครึ่งเมตรคุยกันในเรื่องเดิมๆ ‘คุณทำงานอะไรคะ’ โดยต้องแกล้งทำเป็นว่าตัวเองไม่ได้ยินอะไรเลย มันทำให้ฉันรู้สึกผิดเหมือนกำลังนั่งมองคนสองคนกำลังมีอะไรกันประมาณนั้นเลยล่ะ

ส่วนบรรดาผู้ชายที่มาร่วมงาน มีประมาณสี่คนได้มั๊งที่เป็นคนโสดหาคู่จริงจังจริงๆ ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมงานด้วยหวังว่าจะได้พบหญิงที่น่ารักๆสักคน ที่เหลือน่ะหรือ—ก็เป็นเพื่อน ญาติของคนจัดงานไงล่ะ บางคนไม่ได้โสดด้วยซ้ำไป

ฉันน่าจะรู้ตั้งแต่เมื่อวันก่อนที่เข้าไปดูตารางงานในเว็บไซต์แล้ว เขาโพสไว้ว่า ‘บัตรสำหรับคุณผู้หญิง หมดจำหน่าย’  และข้อความเชิญชวนโพสต่อว่า ‘สำหรับคุณผู้ชาย ซื้อบัตรหนึ่งใบ แถมหนึ่งใบฟรี’

มีผู้ชายคนหนึ่งที่มาร่วมงานเพราะต้องการหาคู่จริงๆที่ดูดีใช้ได้ แต่เสียดายที่เขาน่าเบื่อไปหน่อย เขาทำงานบัญชีและเอาแต่เล่าเรื่องงานน่าเบื่อของตัวเอง แล้วก็มีหนุ่ม IT ที่เอาแต่เล่าว่างานตัวเองน่าสนใจแค่ไหน แต่ปรากฏว่า มันยิ่งน่าเบื่อหนักเข้าไปอีก หนุ่มอีกคน ไม่ได้ทำงานอะไร แต่กำลังจะเปิดตัวสิ่งประดิษฐ์ที่เขาไม่สามารถเปิดเผยใครได้ว่าคืออะไร แล้วก็มีอีกหนุ่มอีกคนที่เอาแต่เล่าเรื่องการแข่งมอเตอร์ไซค์ของเขาสามนาทีเต็มๆ

หลังจากเวลาผ่านไปสักพัก พวกเราสาวๆก็พบว่าการนั่งอยู่กับคนน่าเบื่อสามนาทีช่างน่าสมเพชสิ้นดี พวกเราเลยหันมาคุยกันเองระหว่างที่ไม่มีผู้ชายมานั่งสปีดเดทติ้งด้วย ซึ่งปรากฏว่ามันสนุกกว่าการนั่งคุยกับหนุ่มๆเสียอีก เราเอาโน๊ตที่เราจดคอมเมนท์หนุ่มๆเอาไว้มาดูกัน ซึ่งแทบไม่มีหนุ่มคนใดได้คะแนนดีๆเลย และระหว่างพักเบรค พวกเราก็ไปหาเครื่องดื่มกันที่บาร์ เอมม่าและฉันได้ข้อสรุป—จากสาวๆที่ออกเดทรอบก่อนหน้าเรา—ว่าไม่มีประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่ต่อ ดังนั้นเราจึงตัดสินใจสละเรือ และมุ่งหน้าสู่บาร์ค็อกเทลฝั่งตรงข้ามแทน ดื่มเพื่อพยายามลืมความห่วยแตกที่เพิ่งผ่านไป

มันต้องมีทางอื่นที่ดีกว่านี้สิ


วิธีสั่งซื้อ

1. ซื้อหนังสือเป็นเล่ม ได้ที่ร้านหนังสือทั่วประเทศ แต่หาง่ายที่สุดที่ร้านนายอินทร์ ทุกสาขาค่ะ(หากหาหนังสือบนแผงไม่พบ กรุณาสอบถามพนักงานขายนะคะ ;)) 

2. สามารถสั่งซื้อหนังสือได้ที่บริษัท แบงคอก แมทชิ่ง
ค่าจัดส่งไปรษณีย์ในประเทศไทยแบบลงทะเบียน เล่มละ
55 บาท ส่งแบบ EMS เล่มละ 70 บาท 
โดยให้โอนเงินราคา 338 บาท/เล่ม บวกค่าใช้จ่ายการจัดส่งที่ต้องการ มายัง
ชื่อบัญชี บริษัท ฮักแต๊แต๊ จำกัด
ธนาคารกรุงศรีอยุธยา สาขาซอยทองหล่อ บัญชีออมทรัพย์ เลขที่ 255-1-28273-4

เมื่อโอนเงินเรียบร้อยแล้ว กรุณาสแกน Slip การโอนเงินที่แสดงว่า การโอนเงินเสร็จสมบูรณ์แล้วเท่านั้น มาที่ order@hugtaetae.com พร้อมชื่อที่อยู่โดยละเอียด และเบอร์มือถือที่ติดต่อสะดวก ที่จะให้จัดส่งหนังสือไปให้ทางไปรษณีย์ด้วยค่ะ

ปกติ จะใช้เวลาประมาณไม่เกิน 14 วันจากวันที่ชำระเงิน ก็จะได้รับหนังสือค่ะ 

ได้โปรดรับทราบว่า บริษัทฯ ไม่มีนโยบายเปลี่ยน/คืนหนังสือ หรือคืนจำนวนเงินที่โอนผิดมาจากความผิดพลาดของผู้สั่งซื้อเองค่ะ แต่สามารถรับหนังสือเล่มอื่นแทนได้

รายได้ส่วนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ จะถูกนำไปใช้จ่ายในโครงการ “Make a Wish” Project โครงการหาคู่ฟรีให้คนพิการของเรา




บริษัทจัดหาคู่




หาคู่ จัดหาคู่ บริการหาคู่
© 2012 HugTaeTae.com All Rights Reserved. Hug Tae Tae Publishing.